5 ความเสี่ยงหลักของ Bitcoin ที่ผู้ลงทุนต้องรู้!!

Bitcoin แสดงผลการดำเนินงานที่น่าทึ่งในปีนี้ โดยเริ่มต้นที่ประมาณ $ 1,000 และได้เพิ่มขึ้นกว่าสิบเท่าในเพียงระยะเวลาไม่ถึงปี โดยขึ้นไปแตะที่ $11,400 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีข่าวการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ Bitcoin มากมายเช่นกลุ่ม CME ในชิคาโกประกาศว่าจะเปิดตัว Bitcoin futures ในเดือนธันวาคมและ NASDAQ เพิ่งเปิดตัวแผนการที่คล้ายกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับนักลงทุนใช่หรือไม่

อย่าพึ่งปักใจเต็มร้อยกับการลงทุนนี้ เพราะก่อนจะเป็นเจ้าของ Bitcoin นั้นมีความเสี่ยงอยู่มากที่เราจำเป็นต้องพิจารณา ซึ่งผู้มีชื่อเสียงหลายท่านได้ออกมาพูดก่อนหน้านี้ ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการลงทุนใน Bitcoin 5 ความเสี่ยงต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณจะต้องพิจารณา

1. ความผันผวน

Bitcoin ก็คือหนึ่งในสกุลเงินดิจิตอลที่ในปัจจุบันมีอยู่มากมายและมีความผันผวนอยู่ในระดับ “สูง” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามันมีความผันผวนมากกว่าการลงทุนในหุ้นเสียอีก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ววันที่ 25 พฤศจิกายน Bitcoin มูลค่าของมันเพิ่มขึ้นกว่า $1,000 และทำให้มูลค่ารวมของ Bitcoin แตะ $10,000 ตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาของมันเพิ่มสูงขึ้นกว่า 10% เพียงระยะเวลาแค่ 2 วัน

อย่างไรก็ตามข่าวดีสำหรับสินทรัพย์ตัวนี้ก็คือ แม้ว่าความผันผวนของมันจะสูงมาแต่แนวโน้มในความผันผวนของมันคือราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2017 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 900% ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี แต่ในขณะเดียวกันไม่มีใครรู้มูลค่าของมันอาจลดลง 20% ในปีหน้าก็ได้ จากประวัติในการลงทุนสินทรัพย์ต่างๆในตลาดที่ผ่านมา เมื่อมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้น แนวโน้มการลดลงย่อมรุนแรงกว่า ซึ่งสิ่งนี้คือปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องคำนึงถึง

2. การโจมตีทางไซเบอร์

หากคุณถือครอง Bitcoin และเก็บไว้ในหนึ่งแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนออนไลน์เช่น Coinbase คุณก็คงไม่สามารถรู้สึกปลอดภัยกับทรัพย์สินดิจิตอลนี้ มีรายงานจากรอยเตอร์ว่าหนึ่งในสามของแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนออนไลน์และการเข้ารหัสลับถูกแฮ็กและครึ่งหนึ่งของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการถูกปิดลงเนื่องจากความไม่มั่นคง

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคุณไม่ควรทุ่มการลงทุนของคุณทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง เพราะแม้ว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะมีความปลอดภัยสูงแต่มันก็อยู่ในโลกออนไลน์และถือเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรง

3.การถูกโจมตีควอนตัมคอมพิวเตอร์

ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปี 2017 ที่ผ่านมามีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า blockchain ของ Bitcoin อาจถูกโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ในสิบปีนับจากนี้ การศึกษาของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าการทำธุรกรรมใหม่ทั้งหมดอาจถูกแฮ็กโดย 2027 Marco Tomamichel โดยหนึ่งในผู้เข้าร่วมการศึกษากล่าวว่า “บัญชี Bitcoin จำนวนมากที่มีอยู่และการทำธุรกรรมใหม่ทั้งหมดจะมีความเสี่ยงภายในสิบปีดังนั้นเราจึงต้องเริ่มคิดถึงการแก้ปัญหาในขณะนี้”

 4.การโจมตี 51 เปอร์เซ็นต์

หนึ่งในปัญหาสำคัญสำหรับ Bitcoin คือสิ่งที่เราเรียกว่า การโจมตี 51 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าการที่กลุ่มนักขุดเหรียญกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมพลัง hash ในการขุดของ Blockchain นั้นไว้มากกว่า 51% และใช้อำนาจนั้นในทางที่ไม่ดี ซึ่งในกรณีนี้ระบบอาจล่มได้เพราะถูกควบคุมไว้โดยบุคคคลใดบุคคลหนึ่ง

ซึ่งแม้ว่าปัญหานี้จะเป็นเพียงแค่ทฤษฏีเท่านั้น ในความเป็นจริงยังไม่เคยมีสิ่งนี้ปรากฏออกมาแม้แต่ครั้งเดียว แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงยังคงมีอยู่และคุณก็ยังไม่สามารถวางใจได้ ซึ่งในความเป็นจริงคุณไม่รู้ว่าเครือข่ายการขุดเหรียญคริปโต (Hash power) ขยายไปกว้างเพียงใด ยกตัวอย่างเช่นหากยักษ์ใหญ่อย่าง  AntPool, DiscusFish, and Bitfury ร่วมมือกันโอกาสเกิดการโจมตี 51 % ก็เป็นไปได้

ซึ่งหากมันเกิดขึ้นจริง มันจะหายไปตลอดกาลและไม่สามารถกู้คืนได้เช่นเดียวกับการทำธุรกรรมในทุกวันนี้ ที่เมื่อกดยืนยันแล้วไม่สามารถย้อนกลับมาได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีมากกว่า 3,800 ล้าน Bitcoins หายไปตลอดกาล นั่นหมายถึงคือ 23% ของปริมาณทั้งหมดของ Bitcoins

ในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2009 โดยนาย James Howells ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากสหราชอาณาจักรสร้าง 7500 Bitcoins ขึ้นมา  แต่เขาไม่เข้าใจในกระเป๋าสตางค์ออนไลน์นี้ว่าในภายหลังจะกลายเป็นของที่มีคุณค่าจึงได้โยนฮาร์ดไดรฟ์ของแล็ปท็อปทิ้งไป วันนี้ฮาร์ดไดรฟ์นี้มูลค่ากว่า 75 ล้านเหรียญและคาดว่าจะอยู่ในถังขยะที่ใดที่หนึ่งในเวลส์

5.จงเปรียบเทียบมูลค่าของ Bitcoin ทองคำ และดอลลาร์สหรัฐ

ในตอนนี้คุณต่างรู้ดีว่าความเสี่ยงหลักๆในการถือครอง Bitcoin คือความนิยมในตัวสกุลเงิน fiat และสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมูลค่ามากอย่างทองคำ ซึ่งเป็นตัวเปรียบเทียบหลักๆกับ Bitcoin ซึ่งเราจะเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างสามสิ่งนี้ ดังนี้

Bitcoin vs. ดอลลาร์สหรัฐ

  • ดอลลาร์สหรัฐมีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ– ดอลลาร์สหรัฐแตกต่างจาก Bitcoin ตรงที่ภาวะอัตราเงินเฟ้อ ในขณะที่ Bitcoin มีข้อจำกัดในอุปทานเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น แต่ดอลลาร์สหรัฐกลับผลิตได้มากเท่าตามต้องการดังเช่นเหตุการณ์ในปี 2008 ที่อัตราดอกเบี้ยเป็น 0% และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลง ซึ่งถือเป็นการสูญเสียกำลังซื้อถึง 96% นับตั้งแต่ธนาคารกลางได้ออกธนบัตรดอลลาร์เป็นครั้งแรกในปี 1913 ซึ่งตรงกันข้ามกับ Bitcoin ที่ไม่มีความเสี่ยงในภาวะเงินเฟ้อเนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในเซฟเวอร์
  • ดอลลาร์สหรัฐขึ้นอยู่กับการจัดการของธนาคาร – แม้ว่าตลาด Forex จะมีลักษณะการกระจายอำนาจโดยจากรายงานเดือนพฤษภาคมในปี 2016 มีธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก 10 แห่งได้แก่ JPMorgan, Citi, UBS, Deutsche Bank, HSBC และ Goldman Sachs คิดเป็นประมาณ 66% ของปริมาณการซื้อขาย Forex ทั้งหมด ซึ่งธนาคารเหล่านี้ควบคุมการไหลของเงินในระบบ ตรงกันข้ามกับ Bitcoin  ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain และไม่มีตัวกลางในการควบคุม
  • ดอลลาร์สหรัฐมีความเสี่ยงในการถูกลดค่าเงิน –  ในความเป็นจริงนั้นดอลลาร์สหรัฐขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าและเสื่อมมูลค่าได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้อาจเกิดจากหลายปัจจัยเช่น เมื่อผู้ผลิตน้ำมันส่วนใหญ่ปฏิเสธเงินสกุลดอลลาร์ในการซื้อขาย แต่ในขณะเดียวกัน Bitcoin ไม่มีความเสี่ยงเหล่านี้

Bitcoin vs. ทองคำ

  • ทองคำมีคุณสมบัติทางกายภาพ– ทองคำเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทางกายภาพสามารถจับต้องได้ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องสามารถหาสถานที่ปลอดภัยในการเก็บรักษามัน ซึ่งนี้อาจเป็นอุปสรรคในการจัดการที่อาจเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ไม่สะดวกสบายในการซื้อขาย – ซื้อขายทองคำอาจยากกว่าการซื้อขาย Bitcoin ซึ่ง Bitcoin เป็นทรัพย์สินดิจิตอลการซื้อขายมัน ทำได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วคลิกแต่การซื้อขายทองต้องดำเนินการแบบเต็มรูปธรรม
  • ทองคำเป็นระบบรวมศูนย์–  แม้ว่าโลหะที่มีมูลค่าเหล่านี้จะมีลักษณะการกระจายอำนาจมากกว่าสกุลเงิน fiat แต่ Bitcoin ก็ชนะในข้อนี้เพราะการใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทที่มีความปลอดภัยสูงกว่ามาก

Image  Credit : 

Article Credit : https://blog.iqoption.com/bitcoin-risks-5-things-bitcoin-holders-should-know/

แลกเปลี่ยนความรู้เพิ่มเติม